TaiyoNoKisetsu-series-

Taiyo no Kisetsu 06

The End...

ร่างเล็กนั่งซบผมไปตลอดทาง เรานั่งรถไฟชินคงเซ็นไปยังบ้านพักริมทะเล ผมมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นดาวสุกสกาวอยู่ลิบ ๆ ตัดกับยอดต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป หิมะขาวโพลนก็ตกลงมาไม่ขาดสาย ผมก้มมองหน้ายูยะที่หลับอยู่บนไหล่ผม ใบหน้ามนขาวซีด ขอบตาคล่ำลึกโหล ผมกระชับผ้าพันคอให้เค้าอุ่นขึ้นมาอีกนิด ผมเกือบจะน้ำตาไหลออกมาตอนมองหน้าเค้าแล้ว ผมก็เส่มองไปทางอื่นเสีย ให้ตายเถอะ!! ผมไม่อยากคิดเลย.... คนรักของผมดูเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่อะไร เพียงแค่.... ถ้าแลกกันได้ ช่วยเอาชีวิตของผมไปแทนได้ไหม? ได้โปรดอย่าเอาเค้าไปเลย....

ไม่นานก็มาถึงสถานีเล็ก ๆ ที่เราคุ้นเคย ยังไม่เช้าเลย เพิ่งจะตีสี่กว่า ๆ เท่านั้น

หิวหรือเปล่า? ยูจัง 

ไม่หิว... แล้วนตตี้ล่ะ ผมส่ายหน้า พลางหันหลังแล้วย่อตัวลง

ขี่หลังผมไปนะ ทะเลอยู่ไม่ไกลเท่าไรแล้วล่ะ พอรุ่งเช้าเราก็จะไปสนามบินกันนะ

ร่างเล็กขี่หลังผมอย่างคนว่าง่าย ผมรู้สึกตกใจ เมื่อรู้สึกว่าน้ำหนักของเค้า มันเบาหวิวเสียเหลือเกิน ผมเดินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนสีขาวอันพร่างพราว ยูยะซบหน้าลงกับหลังของผม แก้มนุ่มแนบสนิทกับแผ่นหลัง

ทำไม.... เรารู้สึกง่วง...... เหลือเกิน..... ยูยะทอดสายตาไปตามข้างทาง เปลือกตาดูอ่อนล้า เสียงเล็กแผ่วเบา....

อย่าหลับนะ!! ยูยะอย่าหลับนะ คุยกับผมนะ ผมพยายามกระตุ้น ไม่อยากให้เค้าหลับ

อืม.... คุยอะไรดีล่ะ.....

ผมใจชื้นขึ้นอีกนิดหน่อย เมื่อยูยะพูดตอบผม

เอางี้.... ยูยะรักผมตั้งแต่เมื่อไร รักผมมากไหม?

ใคร? ใครเค้ารักนายกัน หลงตัวเองจริง ๆ 5 5 5

อะไรกัน!!? ไม่ได้รักเราหรอกเหรอ? อุตส่าห์แอบรักยูจังมาตั้งนาน

ผมแกล้งทำเสียงน้อยใจ

ไม่เอาสิ!! ยูจังอย่าแกล้งผม ตอบดี ๆ นะ

อืม... จำไม่ได้อะ เพราะรักมานานมากแล้ว ลืม.... 5 5 5 

ผมย่นจมูก ควรจะดีใจกับคำตอบแบบนี้ไหมเนี่ย!!

แล้วรักมากไหม?

ผมพยายามท้วงคำถามต่อไป ยูยะเงยหน้าขึ้นจากหลังผมเล็กน้อย ก่อนซบลงไปใหม่ ใกล้จะถึงแล้ว ผมได้ยินเสียงทะเลอยู่ไม่ไกล แม้ทางข้างหน้ายังมืดสนิท

ไม่มากหรอก.... 

ได้ไงอะ? ผมไม่ยอม ผมยังรักยูจังที่สุดในโลกเลยนะ รักยิ่งกว่าชีวิตตัวเองอีก

ยูยะหัวเราะกับความขี้น้อยใจของผม ก่อนจะเอามือเล็ก ๆ เขกหัวผมดังโป๊ก!!

ฟังให้จบก่อนสิ. ที่บอกว่าไม่มาก เพราะเราไม่มีของจะเปรียบเทียบต่างหาก ก็เรารักนตตี้อย่างเดียวนี่....

ผมค่อย ๆ วางเค้าลง แต่ก็ยังประคองร่างเล็กอยู่ ยูยะกวาดตามองทะเลช้า ๆ เห็นเพียงคลื่นซัดสาดและหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงบนทะเล พื้นทรายที่เรายืนอยู่ก็เกือบจะเต็มไปด้วยหิมะ

สวยจังเลยนะ แม้จะไม่มีพระอาทิตย์.....

ไม่หรอก อีกไม่นาน..... พระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้วล่ะ รออีกแปบนะ.... ผมก้มมองดูนาฬิกา ตอนนี้ตีห้ากว่า ๆ พระอาทิตย์น่าจะขึ้นประมาณ 6 โมงเช้า หิมะอย่างโปรยปรายไม่ขาดสายแต่ก็ซาลงไปบ้างแล้ว ตกเป็นเพียงปุยขาวเบานุ่ม ราวกับขนนก ผมจับมือยูยะแน่น เค้าหันมายิ้มให้ผม แต่แล้วเค้าก็ไออย่างหนัก

แค่ก...แค่ก!!

ยูยะ!!! เป็นอะไรหรือป่าว? ผมตกใจมาก ยูยะเอามือปิดปากตัวเอง ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาดู

เลือด~ !!!

ผมเบิกตากว้าง ยูยะไอออกมาเป็นเลือด ผมสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผมควรจะพาเค้ากลับไปที่โรงพยาบาล...

ยูยะ!! ผมจะพาคุณกลับโรงพยาบาล. รออยู่ตรงนี้นะ ผมจะไปโทรศัพท์เรียกคนมารับ

ร่างเล็กไม่ตอบผม ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ ราวกับเค้าเองก็ตกใจเหมือนกัน ผมเดินหันหลังกลับ กำลังจะก้าวขาเดินไปที่ตู้โทรศัพท์

นต...ตี้....อย่า....ไป....  

ผมได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบา ผมจึงหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง และแล้วผมก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อร่างเล็ก ๆ ของคนรักของผม ค่อย ๆ ล้มลง

ยูยะ!!!!

ผมรีบวิ่งเข้าไปรับร่างของเค้า ร่างเล็กไอหนัก แล้วก็มีเลือดไหลออกมาตกมุมริมฝีปากซีดเซียว....

ยูยะ!!! ยูยะ!! เป็นอะไร? อดทนไว้ อดทนไว้...ได้โปรด.... ผมพยายามตบหน้าเค้าเบา ๆ ตาเล็กปรือใกล้ปิดเต็มที่ น้ำตาไหลหยดเล็ก ๆ ไหลลงมาตามแก้มนิ่ม

เราง่วง....เหลือเกิน....

อยู่กับผมนะ.... อยู่กับผม!! อย่าทิ้งผมไป!!! น้ำตาของผมไหลออกมาราวกับทำนบแตก หัวใจของผมใกล้แตกสลายเต็มทีแล้ว อย่าพรากเอาหัวใจของผมไปเลย พระเจ้า.....

อย่าร้องไห้.... เราอยากให้นตตี้มีความสุข.... เราไม่เสียใจที่เราจะตายไป ช่วงเวลาที่ผ่านมานตตี้ทำให้เรามีความสุขมาก มีความสุขที่สุดในชีวิต ขอบคุณ..... ที่ทำให้เราได้พบกัน.... 

ตอนนี้หิมะหยุดแล้ว เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับทะเลเริ่มมีแสงสีแดงเรืองรองให้เห็น พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ผมได้แต่สะอื้นไห้อยู่ในลำคอ แสงสีทองค่อย ๆ ฉาบบนใบหน้างดงามของยูจังที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของผม ผมมองหน้าเค้าแล้วก็พยายามยิ้มให้เค้า ขณะที่เปลือกตาเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปิดลง.....

อุ่นจัง..... ยูยะเอ่ย และซุกหาอ้อมกอดของผมเข้ามาอีก ซึ่งผมก็พยายามกอดเค้าให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้.....

ผมรักคุณ..... ผมกระซิบแผ่วเบาลาเค้าเป็นประโยคสุดท้าย แนบหน้าลงบนกลุ่มผมสีดำสนิท พร้อมน้ำตาที่ไหลหยดเป็นทาง

ขอบคุณนะ.....

ร่างเล็กที่นอนหลับตาเปล่งเสียงตอบผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างเล็กจะหลับใหลสู่ห้วงนิทราไปตลอดกาล

.......................

.....................................

ภาพตรงหน้าที่พร่ามัวราวกับโลกกลายเป็นกระจกฝ้า ก็คือแสงแดดแรกของพระอาทิตย์ของวันใหม่..... น้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด เสียงสะอื้นไห้ของผมที่แข่งกับเสียงคลื่นซัดสาด ผมยังคงโอบกอดร่างเล็กที่หลับใหลในอ้อมกอดของผม ท่ามกลางเกล็ดหิมะสีขาวที่ค่อย ๆ ละลายระเหยกลายเป็นไอ รอวัฏจักรที่มันจะกลับมาเป็นหิมะอีกครั้ง......

The final.

งานศพของยูยะถูกจัดขึ้นอย่างเศร้าสร้อย ท้องฟ้ามื้ดครึ้มตั้งแต่เช้า เหมือนจิตใจของผม ตอนนี้ที่มืดครึ้ม เป็นสีดำสนิท เพราะดวงอาทิตย์ที่คอยส่องแสงและให้อบอุ่นแก่ผม ไม่มีอีกแล้ว...... ยูยะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมยืนอยู่หน้าหลุมศพ ที่เค้ากำลังจะวางร่างอันไร้วิญญาณของคนที่ผมรักลงไป หน้าสวยนิ่งสงบเหมือนคนนอนหลับจนผมไม่อยากจะเชื่อว่าเค้าตายไปแล้วจริง ๆ

ผมยื่นมืออันสั่นเทาไปสัมผัสใบหน้ามนสวย ก่อนก้มลงแนบริมฝีปากอันเย็นชืดเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความตกใจของแขกเหรื่อนับร้อยกว่าคน ผมเห็นด้วยหางตาว่าพ่อของยูยะกันคนงานไม่ให้มาลากผมออกไป เค้าปล่อยให้ผมแสดงความรู้สึกที่มีต่อยูยะเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีวันลบเลือนไป แม้ว่าชีวิตของผมจะหาไม่แล้วก็ตาม ผมละริมฝีปากออก ก้มลงกระซิบกับร่างที่ไร้วิญาณของยูยะเบา ๆ

รักเธอตลอดไป......

เสียง.... แม้จะเป็นเพียงกระซิบ แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณเพราะความเงียบ ทุกคนยืนฟังคำนั้นอย่างเศร้า ๆ เมื่อผมพูดจบ ก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกแล้ว ผมทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น กอดร่างยูยะไว้แน่น น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เมฆฝนที่ก่อตัวมาตั้งแต่เช้า กลั้นตัวกลายเป็นสายฝนตกลงมา ปะปนกับน้ำตาของผมไหลไปตามไรผมและแนวคาง ความเย็นของมันตกลงกระทบไหล่ผมเบา ๆ ราวกับจะช่วยปลอบประโลมให้คลายเศร้า

ผมเริ่มตะโกนอย่างบ้าคลั่งแข่งกับเสียงคะนองของท้องฟ้า พ่อของผมบอกให้คนงานเข้าไปลากตัวผมออกมา ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถประกอบพิธีต่อไปได้ ผมได้แต่ดิ้นรน ยังคงกอดร่างของยูยะไว้อย่างนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ยังไงผมก็โดนลากออกมาได้อยู่ดี ผมได้แต่ตะโกนเรียกชื่อของเค้าอย่างคนควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ แม้ว่าคนตัวเล็กจะไม่มีวันได้ยินอีกแล้วก็ตาม ร่างของยูยะค่อย ๆ ถูกวางลงในหลุมและเศษดินที่ค่อย ๆ ทับถมมากขึ้น ๆ

ในที่สุด.......

ผมก็ไม่เห็นร่างของเค้าอีกต่อไป.....

ยูยะได้นอนหลับใหลอยู่ใต้ทุ่งดอกทานตะวันที่เค้าชอบและสถิตอยู่ในหัวใจของผมตลอดกาล.......

..

..

ความคิดของผมหยุดลง เมื่อแก้วเบียร์แก้วสุดท้ายหมดลงเช่นกัน ปลายลิ้นรับรู้รสชาติข่มฝืดอยู่ในคอ เหมือนกับรสชาติของน้ำทะเลจากจูบแรกในครานั้นที่ยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก ผมเดินออกมาจากบาร์แห่งนั้น ทิ้งโลกแห่งความสับสันวุ่นวายไว้เบื้องหลัง..... บรรยากาศบนท้องถนนในยามดึก เงียบสงบไร้ผู้คน ทำให้ผมอยากจะขับรถกินลมไปเรื่อย ๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับสายลมเย็น ๆ ในฤดูร้อนที่พัดผ่านผิวของผมเหมือนกับความนุ่มเย็นของผิวยูยะ......

.

.

ตลอดเวลา.....

ผมนึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ทำไมผมยังจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับยูยะได้อีกนะ? ผมไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะลืมเรื่องราวของเค้า เพียงแต่ผมคิดว่า อย่างน้อยมันคงจะเลือนรางและจางหายไปบ้างสิ!!! แต่มันกลับตรงกันข้าม ในความคิด ยูยะของผมยังคงสดใสงดงามบริสุทธิ์ราวกับเค้ายังอยู่ข้างผมตลอดเวลา มันยังชัดเจนและแจ่มแจ้ง ไออุ่น เส้นผม ผิวกาย หรือแม้แต่เสียงเต้นของหัวใจ ผมขับรถมาเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว จนออกมานอกเขตโตเกียว มายัง...... สถานที่คุ้นเคยแห่งหนึ่ง หรือว่าหัวใจของผมมันเรียกร้องกันนะ?

.........................

.....................................

ผมจอดรถ เดินลงไปยังชายหาดที่คุ้นเคย ทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง ทะเลที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ.... ผมมาที่นี่คนเดียว รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน จนต้องโอบกอดตัวเองไว้ เพราะสั่นสะท้านจากลมทะเล ผมเดินลุยลงไปในน้ำทะเลทั้งชุดสูท ทะเลตอนกลางคืน มีแต่ความมืดมิดแม้จะมีแสงดาวพร่างพรายนับล้านบนฟากฟ้าแต่ไม่สามารถทำให้ผมมองเห็นแสงสว่างใด ๆ ได้ ผมเดินลงไปเรื่อย ๆ อย่างคนไม่ได้สติ จนร่างของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงก้นบึ้งของแผ่นน้ำ ผมลืมตามองในน้ำมีแต่สีดำ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย มันทั้งมืดทั้งหนาวเป็นที่สุด ก่อนที่ผมจะตัดใจและหลับตาลงนั้น มีเสียงเรียกเบา ๆ จากที่ไหนสักแห่งในความมืดมืด เสียงที่ผมคุ้นเคย.....

นตตี้........

ผมเพ่งตามองหาในความมืดมิดทันที แต่แล้วพลันทั่วบริเวณก็สว่างสดใส ใบหน้าเรียวสวยที่คุ้นตา ปรากฎยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า

มารับนตตี้ใช่ไหม? ผมพูดในสติที่เลือนลางเต็มที

อืม..... ก็ไม่เชิงหรอก มารับเด็กดื้อ!!

เราจะได้อยู่ด้วยกันใช่ไหม? ผมถามด้วยความไม่แน่ใจ

อืม..... อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ!! ร่างเล็กพูดอย่างแจ่มใส ผมยิ้มตอบ ก่อนค่อย ๆ หลับตาลงอย่างวางใจ ยูยะโอบกอดผมไว้เหมือนเด็ก ในกระแสน้ำที่เย็นเยียบแบบนั้น ผมกลับรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข สติสัมปชัญญะที่ใกล้เลือนราง แสงสว่างจ้านั้นอ้อมล้อมร่างของผมไว้จนตาพร่ามัว.....

......................

.............................

ตอนนี้...........

ผมรู้สึกแปลกใจ?

ผมไม่ได้อยู่ในท้องทะเลที่มืดมิดอีกแล้ว ผมยืนอยู่กลางทุ่งดอกทานตะวันที่มีแสงอาทิตย์เจิดจ้า ยูยะยิ้มให้ผมจนตาปิด ทำให้ผมอดยิ้มตอบกลับไปไม่ได้....

แล้วเราทั้งสองคนจับมือกันไว้แน่นพร้อมกับจูบกันภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส...........

The End..

.

.

Writer 's Corner

ในที่สุดก็จบแล้วเฟ้ย!! ดีใจ 5 5 5 หลายคนเดาผิดนะ ตายทั้งคู่หวะ สะจายยยยย.... (คนเขียนซาดิสต์) ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะยาวขนาดนี้ ตอนแรกตั้งใจ สามตอนจบ อันนี้ก็แต่งแบบใส่รายละเอียดน้อยมาก ที่จริงแล้วอยากใส่รายละเอียดตอนที่น้องยูยะอยู่โรงพยาบาลเยอะ ๆ แต่ก็กลัวว่ามันจะยาวเกินไป แค่นี้คนแต่งเองก็แต่งไปร้องไห้ไป เพราะฟังเพลง Hitomi Wo tojite ของ ป๋าเคน ฮิราอิไปด้วย ได้อารมณ์โคตร ถ้าใครอยากอ่านฟิกเรื่องนี้ให้เศร้าคูณสอง กรุณาเปิดเพลงนี้ฟังไปด้วย 5 5 5

แรงบันดาลใจจาก เรื่อง Sekai no naka de Ai wo sakebu หรือ อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก นั้นเอง... ไปหาอ่านนวนิยาย หรือว่าจะเป็นหนังก็ได้นะคับ ประทับใจ!!

Taiyo no kisetsu 05 (ฤดูแห่งพระอาทิตย์)

.

.

วันนี้ผมมาที่โรงพยาบาลแต่เช้า เปิดหน้าต่างห้องออกเพื่อรับแสงแดดเช่นทุกวัน ยูยะยังหลับอยู่บนเตียงคนไข้ขาวสะอาด ร่างเล็กหลับตาและผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าที่หลับสนิทดูซีดเซียวเล็กน้อย สายน้ำเกลือระโยงระยางตรงข้อมือเล็ก ๆ ทำให้ผมใจไม่ดีสักเท่าไร ผมเงยหน้าสูดอากาศยามเช้าเสียเต็มปอด พลันรู้สึกได้ถึงละอองเย็น ๆ ที่พัดเอื้อย ๆ มาตามสายลม

กลิ่นแห้ง ๆ กลิ่นแบบนี้............. หน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้วสินะ!!

ฤดูร้อนกำลังจะหมดไปแล้วเหรอ?

ผมอดรู้สึกใจหายไม่ได้ ทำไมก็ไม่รู้? อาจจะเป็นเพราะความทรงจำที่สวยงามระหว่างผมกับยูยะมีร่วมกันในหน้าร้อนละมั้ง และหน้าร้อนปีนี้ ผมยังไม่ได้ออกไปไหนกับเค้าเลย ช่วงเวลาที่เราเคยมีความสุขกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว....

อืม...... ร่างเล็กที่อยู่บนเตียง ขยับตัว เป็นสัญญาณว่ากำลังจะตื่นนอน

วันนี้ทานยาหรือยังครับ? ผมถามอย่างร่าเริง

ทานแล้ว คุณพยาบาลปลุกให้กินเมื่อเช้า..... ระหว่างที่ผมกำลังถามไถ่ร่างเล็กบนเตียงอยู่นั้น นางพยาบาลก็นำอาหารเช้าเข้ามาให้ นางพยาบาลยิ้มให้พวกเราอย่างใจดี

ตื่นแล้ว ก็ทานข้าวเช้าเลยนะค่ะ นางพยาบาลค่อย ๆ วงถาดอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนจะขอตัวออกไป ผมค่อย ๆ ประคองร่างเล็กขึ้นนั่ง หยิบช้อนขึ้นมาทำท่าจะป้อนเค้า ยูยะก็ยั้งมือผมไว้

เดี๋ยวเรากินเองนะ

ทำไมล่ะ? นตตี้อยากป้อนอะ

อย่าทำเหมือนเราป่วยหนักจะได้ไหม? เราไม่อยากเป็นภาระของใครน้ำเสียงแฝงด้วยความขมขื่นนิด ๆ ยูยะพยายามยิ้มให้ผม แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของเค้าช่างเศร้าเสียเหลือเกิน ผมวางช้อนแล้วรวบตัวเค้าเข้ามากกอด

ฟังนะ.... ยูจังไม่เคยเป็นภาระของผมเลย ยูยะเป็นส่วนหนึ่งของผมมากกว่า ให้นตตี้ทำให้ได้ไหม? ผมรู้สึกถึงแรงสั่นน้อย ๆ จากร่างเล็กที่กำลังสะอื้นในอ้อมกอดผม

อืม...... เสียงเล็กรับคำแผ่วเบาปนสะอื้น

ยูยะกำลังซาบซึ้ง.....

ซาบซึ้งกับความรักของที่ไม่คิดว่าจะมีใครรักเค้าได้เท่านี้อีกแล้ว....

ผมจับช้อนอีกครั้งหนึ่ง เป่าให้ข้าวต้มหายร้อนก่อนจะค่อย ๆ ยื่นให้ร่างเล็ก คราวนี้ยูยะไม่ขัดขืนอีกแล้ว ร่างเล็กรับเข้าปากอย่างเต็มใจผมยิ้มกว้างกับความเชื่อฟังของเค้า....

กินเยอะ ๆ นะ จะได้หายเร็ว ๆ รู้หรือเปล่า ถ้ายูยะผอมกว่านี้ก็กอดไม่นุ่มแล้วล่ะ มันต้องแก้มยุ้ย ๆ แบบนี้...... ไม่พูดเปล่า ผมจิ้มไปที่แก้มขาวของเค้า ร่างเล็กเบี่ยงหลบ

หาว่าเราอ้วนหรือเปล่าเนี่ย? ตากลมดุมองผมคาดคั้น อย่าโกหกเชียวนะ....

เปล่านะ...แค่อวบ ๆ หรอก..... โอ้ย!! ตีนตตี้ทำไมอะ? ยูยะตีลงมาที่ต้นแขนผมดังเพี้ย เจ็บชะมัด!! ผมลูบต้นแขนตัวเอง ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนป่วยนะ ฮึ่ม!! จะจับกดซะเลย....

อวบมันก็เหมือนอ้วนนันแหละ!!!! ร่างเล็กงอนแก้มป่อง

คร้าบ ๆ ไม่อ้วนก็ไม่อ้วนนะ ผมรีบง้อ ยูยะชายตามาทางผมแวบหนึ่ง แล้วก็ล้มตัวลงนอน ตะแคงข้างให้ผมอีกต่างหาก ผมหน้าเสีย โธ่..... งอนไปซะแล้ว

..........................................

........................................................

ทุกวันผมจะมานอนเฝ้าเค้า ยูยะเข้าโรงพยาบาลจะเกือบอาทิตย์แล้ว วันนี้เป็นวันแรกที่เค้าต้องทำคีโมกับยาตัวใหม่ ความหวังสุดท้ายของผม..... ระหว่างที่พยาบาลเข็นเตียงเค้า เข้าไปในห้องตรวจรักษา ผมได้แต่เฝ้าภาวนาในใจให้ยารักษาสำเร็จ สักพักร่างบางก็ออกมา ผมรีบเข้าไปหา หน้าของเค้าดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่ยูจังก็ยังยิ้มให้ผม เมื่อเห็นว่าเค้ายังยิ้มได้ ผมก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

เป็นไงบ้าง.....

อืม.... แค่ครั้งแรกยังไม่ค่ยเจ็บเท่าไรอะ

อดทนไว้นะ ยูจังต้องอดทนนะ จะได้หายไว ๆ

รู้แล้วล่ะน้า.... อย่าเป็นห่วงเว่อร์สิ!

ยูยะว่าผมเค้าให้ ก่อนจะค่อยหลับตาลง พักผ่อน ผมห่มผ้าให้เค้าได้นอนสบายขึ้น ผมรู้..... ว่าผมห่วงเค้ามากแค่ไหน แล้วทำไมผมถึงได้ห่วงเค้ามากขนาดนั้น เพราะผมรู้นะสิ!! ว่ายูยะกำลังเจ็บปวด แต่ยูยะไม่บอกผม..... การทำคีโมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งก็คือ การใช้ยาปฎิชีวนะทำลายเซลล์ร้าย แต่ยาที่ว่านั้น มันก็จะทำลายเซลล์ดีไปด้วยและทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ทรมานจากฤทธิ์ของยาที่ค่อนข้างแรง

........................

.......................................

อีกหลายสัปดาห์ต่อมา อาการเหล่านี้ก็ปรากฎกับตัวยูยะ ร่างกายของเค้าเริ่มซูบผอมลง ยูยะอาเจียนทุกครั้งหลังจากทำคีโมเสร็จ แต่ยูยะก็จะยิ้มให้ผมเสมอ..... เค้าก็ยังคงไม่แสดงความอ่อนแอให้ผมเห็น แต่เค้าจะรู้ไหม.... ว่าผมได้ยินเสียงของเค้าที่กลั้นไว้เมื่อเจ็บปวดภายในร่างกายทุกค่ำคืน

อึก......... ยูยะพยายามกลั้นเสียงร้อง ร่างเล็กนอนบิดตัวด้วยความเจ็บปวดบนเตียงคนไข้ ปวดไปหมดทั่วร่างกายเสียงเตียงสั่นสะเทือน เพราะยูยะเริ่มดิ้นไปมาหนักขึ้น

จะ....เจ็บ เสียงหวานสะอื้นแผ่วเบา ถ้าเป็นคนธรรมดาคงจะไม่ค่อยได้ยินเป็นแน่ เพราะเสียงนั่นแผ่วเบามาก ราวกับจะไม่อยากให้ใครได้ยิน แต่สำหรับผม.... ที่เฝ้ามองเค้าตลอดเวลา แม้เสียงของยูยะจะแผ่วเบาเพียงไหน ผมก็ยังได้ยิน เพราะแค่เสียงลมหายใจผมก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญแค่ไหนสำหรับผม

แต่สิ่งที่ผมทำได้ เพียงแค่..... พยายามนอนให้นิ่งที่สุด อย่าให้เค้ารู้ว่าผมตื่นอยู่ ผมบีบมือตัวเองแน่น จนกล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง เมื่อเสียงเตียงสั่นแรงขึ้น

ทำไมนะเหรอ? ผมถึงต้องทำแบบนี้.... ก็ยูยะอุตส่าห์พยายามทนกับความเจ็บปวดเพียงลำพังไม่ให้ผมรู้ แล้วผมจะกล้าเข้าไปช่วยเหลือเค้าได้ยังไง? เค้าก็คงไม่อยากให้ผมเห็นด้านที่อ่อนแอของเค้า ผมรู้ว่าผมโง่.... แต่ผมไม่เคยฝืนความต้องการของยูยะได้เลย....

.................................

.............................................

จากวันผ่านไปเป็นเดือน ตอนนี้จากผลข้างเคียงของการทำคีโม ผมยูยะค่อย ๆ ร่วง จนตอนนี้ต้องใส่หมวกไหมพรมปิดไว้ ผมเข็นรถเข็นพายูยะออกมาที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล ผมอยากให้เค้าสุดอากาศบริสุทธิ์มากกว่าอยู่ในห้องที่อุดอู้ ผมก้มลงจัดผ้าพันคอของเค้าให้กระชับขึ้น อุณหภูมิเย็นลงทุก ๆ วัน อีกไม่กี่วัน หิมะก็คงจะตกลงมาเป็นแน่

ยูจัง... หนาวหรือเปล่า? ผมถามเค้า

ไม่หรอก.... ดวงตากลมสวยดูว่างเปล่าและเลื่อนลอย

แต่นตตี้ว่าอากาศมันเริ่มเย็นแล้วล่ะ กลับเข้าห้องกันนะ

ไม่.....

เอ๋? ยูยะพยายามขืนตัวขนาดที่ผมจะพากลับเข้าห้อง เมื่อถึงห้องพัก ผมจ้องหน้าเค้า และใบหน้าสวยซีดก็จ้องผมเหมือนกัน

นตตี้เลิกทำเหมือนเราป่วยหนักสักทีได้ไหม!!! เค้าตะโกนใส่หน้าผม

แต่ว่า.... ถ้ายูจังไม่ดูแลตัวเอง ร่างกายก็จะแย่ลงนะ ผมไม่ยอมลดละ เรื่องอะไรล่ะ? ที่มาหาว่าผมบังคับเค้า ผมเป็นห่วงเค้ามากนะ

เราเบื่อ!!! เราไม่อยากทำแล้วไอ้คีมงคีโม อะไรเนี่ย!!!!!! ยูยะลุกขึ้นยืน

ยูยะ!!!!!! ผมอดที่จะโมโหไม่ได้ ที่เค้างอแงทำตัวเหมือนเด็กสองขวบ

ออกไป....ออกไปนะ!!! เราอยากอยู่คนเดียว ออกไป๊!!!!!! ร่างเล็กพยายามดันผมออกนอกประตู แม้ผมจะพยายามฝืนแรง แต่ผมก็ไม่กล้าทำเค้าแรง ยูยะดันผมออกไปนอกประตูได้สำเร็จ และก่อนที่จะปิดประตูใส่หน้าผม เค้าก็พูดว่า...

ไม่ต้องมาอีกนะ ไม่ต้องมาอีกแล้ว~!!!!!!!

ยูยะ!!! ยูยะ!!! เปิดประตูให้นตตี้เข้าไปเถอะ ผมพยายามทุบประตูหลายครั้ง แต่เค้าก็ไม่ยอมเปิด ผมได้แต่นั่งหมดแรงอยู่หน้าประตูนั่น ผมทำอะไรผิด? ใครก็ได้ช่วยบอกผมที.... ผมพยายามมาหาเค้าหลายต่อหลายครั้ง แต่ร่างเล็กก็ไม่ยอมให้ผมเข้าไป...... เกิดอะไรขึ้น? ผมได้แต่ไม่เข้าใจเค้า....

..........................................
.................................................

ภายหลังประตูนั่น ยูยะได้แต่นั่งร้องไห้อยู่เงียบ ๆ มือเล็กเอื้อมไปหยิบกระจกบนหัวเตียง เงาที่เค้าเห็นนั่น ช่างดูน่าเกลียดในความคิดของตัวเอง ยูยะเอามือทาบบนใบหน้าซีดเซียว ร่างเล็กหลับตาลงก่อนจะเขวี้ยงกระจกไปบนเตียง นตตี้อย่ามาเจอเราอีกเลย.... ได้โปรด อย่ามาจมปลั่กกับเราอีกเลย...... ร่างเล็กสั่นเทา เมื่อคิดว่า ตัวเองจะต้องอยู่โดดเดี่ยวและตายไปอย่างเงียบ ๆ จะไม่มีคนที่คิดถึงเค้าเวลาที่เค้าต้องจากโลกนี้ไปอีกแล้ว เพราะเค้าได้ไล่คน ๆ นั้นไปด้วยมือตัวเอง อีกไม่นานนตตี้จะต้องลืมเค้าและมีครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ.... อยากให้นตตี้มีความสุข อยากให้คนที่เค้ารักมากที่สุดมีความสุข อย่าเศร้าไปเลย.... ยูยะยิ้มปลอบใจตัวเอง ก่อนที่จะเอนตัวลง หลับตาพักผ่อนในที่สุด....

............................................

.....................................................

นตตี้... ป้าคิดว่าเค้ากำลังกลุ้ม.... เค้ากำลังเสียความมั่นใจอย่างมากนะ คุณแม่ของยูยะเล่าให้ผมฟัง เมื่อผมเอาเรื่องที่ยูยะไล่ผมและไม่ยอมให้ผมเจอให้เค้าฟัง

เค้าคงรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดและเค้าคงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน เค้าคงไม่อยากให้เรายึดติดกับเค้า

ผมอยากจะทำโทษเด็กดื้อคนนี้นัก ทำไมถึงคิดแบบนั้น?

เราก็รู้เรื่องจากคุณหมอแล้วใช่ไหม..... คุณนายเทโงชิพูดเพียงแค่นั่น ก็ขอตัวอออกไปทันทีเพราะตัวเองกำลังจะร้องไห้ ผมได้แต่ยืนนิ่งค้างไป จริงสินะ..... เหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไรแล้ว ผมรู้สึกว่ามือของผมเย็นเยียบขึ้นมาทันที แล้วมันก็ลามไปทั่วร่างกาย ผมรีบลุกขึ้นเดิน อย่างน้อยมันก็ทำให้หนีออกมาจากบรรยากาศขุ่นมัวบางอย่าง ที่ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศนั่นมันจะแผ่ขยายไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด.....

................................

..........................................
อาการของยูยะทรุดหนักมากขึ้น จนต้องเข้าไปอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ห้องนี้เหมือนกับห้องพักผู้ป่วยทุกอย่าง เพียงแต่ว่าม่านที่ใช้เวลาบังสายตาผู้ป่วยเป็นพลาสติกใส ๆ กั้นยาวไปจนถึงสุดผนัง เหมือนตู้กระจกยังไงอย่างงั้น ทั่วทั้งห้องได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ยูยะนั่งหย่อนขาลงจากเตียง นั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างซึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ นั่งจ้องท้องฟ้ามืดสนิท คิดถึงคนที่รักหมดหัวใจ ในเวลานี้ความตายอะไรนั่นเข้าไม่กลัวแล้วล่ะ มีเพียงแต่ความเป็นห่วงคิดถึงอีกคน ร่างเล็กเหม่อมองไปอีกพักใหญ่ จนปุยขาว ๆ ค่อย ๆ หล่นลงมาตัดกับท้องฟ้าที่ดำสนิทนั่น...

หิมะตกแล้วเหรอ? ยูยะอุทานเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ เขยิบเข้าไปใกล้หน้าต่าง พยายามแหงนมองดูท้องฟ้า สวยเหมือนดาวตกเลย..... ร่างเล็กเอามือแนบกระจก ตากลมใสสีนิลสะท้อนเงาที่หน้าต่าง ยูยะแนบแก้มไปกับกระจก เพื่อว่าตัวเค้าจะรับรู้ถึงความเย็นของมันได้บ้าง

ถ้าเราตายไป จะได้เห็นสิ่งสวยงามแบบนี้ไหมนะ? ร่างเล็กพูดเพียงลำพัง

ไม่หรอก!!!

อ๊ะ!! นั่นเสียงใคร ร่างเล็กหันกลับไป....

นตตี้!!!! ตากลมเบิกกว้าง ตกใจอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อเห็นร่างสูงพิงอยู่กับผนังสีขาวด้านหลังตน ผมเดินเข้าไปหาเค้า แต่ก็ไม่เกินพลาสติกใส

วันนี้... ผมมารับยูยะไปฮาวาย....

ตากลมสวยเบิกกว้างกว่าเก่า เมื่อผมพูดจบ ปากบางได้รูปเม้มแน่นท่าทีคงจะขัดขืนเป็นแน่...

ไปเถอะนะ ได้โปรดเถอะ

แต่ว่า....

ขอร้องล่ะ.... ผมรู้ว่าผมเอาแต่ใจ แต่ผมอยากให้ยูยะได้เห็นทะเลที่สวยงามอีกครั้ง ยูจังจะไปกับผมไหม? ผมก้มคุกเข่าขอร้องเค้า ยังไงผมก็อยากจะใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด ร่างเล็กค่อย ๆ ก้าวออกมาช้า ๆ พอก้าวพ้นพลาสติกใสเท่านั้นแหละ ผมก็คว้าตัวเค้าเข้ามากอด.... ยูยะก็กอดผมแน่นเหมือนกัน อยากรับรู้ไออุ่นของกันให้มากขึ้นอีก ให้ร่างกายมันจดจำความร้อนนี้ไว้.... จนชั่วฟ้าดินสลาย

.............................

.....................................

To be con.....

.

.

Writer ' s corner....

อืม.... มนุษย์เรานี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน บางทีระหว่างความตายกับการต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว อันไหนจะน่ากลัวกว่ากันนะ? บางครั้งความตายอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้ ผมว่าการที่เราจะต้องถูกทิ้งอยู่ข้างหลังคนเดียวต่างหาก.....

เมื่อคนที่รักตายจาก แต่ชีวิตคนที่เหลืออยู่ก็ต้องดำเนินต่อไป.... แต่ถ้าผมบอกว่า " ผมทำไม่ได้ล่ะ?" ผมมันคนอ่อนแอ ผมอยู่ไม่ได้..... ผมเจ็บปวด

แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามความตาย..... ผมไม่ใช่พระเจ้า..... ผมคงยังไม่โตล่ะมั้ง? ที่ทนรับกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ 5 5 5

DOUZO!!!Let's enjoy......