Taiyo no Kisetsu 06
The End...
ร่างเล็กนั่งซบผมไปตลอดทาง เรานั่งรถไฟชินคงเซ็นไปยังบ้านพักริมทะเล ผมมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นดาวสุกสกาวอยู่ลิบ ๆ ตัดกับยอดต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป หิมะขาวโพลนก็ตกลงมาไม่ขาดสาย ผมก้มมองหน้ายูยะที่หลับอยู่บนไหล่ผม ใบหน้ามนขาวซีด ขอบตาคล่ำลึกโหล ผมกระชับผ้าพันคอให้เค้าอุ่นขึ้นมาอีกนิด ผมเกือบจะน้ำตาไหลออกมาตอนมองหน้าเค้าแล้ว ผมก็เส่มองไปทางอื่นเสีย ให้ตายเถอะ!! ผมไม่อยากคิดเลย.... คนรักของผมดูเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่อะไร เพียงแค่.... ถ้าแลกกันได้ ช่วยเอาชีวิตของผมไปแทนได้ไหม? ได้โปรดอย่าเอาเค้าไปเลย....
ไม่นานก็มาถึงสถานีเล็ก ๆ ที่เราคุ้นเคย ยังไม่เช้าเลย เพิ่งจะตีสี่กว่า ๆ เท่านั้น
หิวหรือเปล่า? ยูจัง
ไม่หิว... แล้วนตตี้ล่ะ ผมส่ายหน้า พลางหันหลังแล้วย่อตัวลง
ขี่หลังผมไปนะ ทะเลอยู่ไม่ไกลเท่าไรแล้วล่ะ พอรุ่งเช้าเราก็จะไปสนามบินกันนะ
ร่างเล็กขี่หลังผมอย่างคนว่าง่าย ผมรู้สึกตกใจ เมื่อรู้สึกว่าน้ำหนักของเค้า มันเบาหวิวเสียเหลือเกิน ผมเดินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนสีขาวอันพร่างพราว ยูยะซบหน้าลงกับหลังของผม แก้มนุ่มแนบสนิทกับแผ่นหลัง
ทำไม.... เรารู้สึกง่วง...... เหลือเกิน..... ยูยะทอดสายตาไปตามข้างทาง เปลือกตาดูอ่อนล้า เสียงเล็กแผ่วเบา....
อย่าหลับนะ!! ยูยะอย่าหลับนะ คุยกับผมนะ ผมพยายามกระตุ้น ไม่อยากให้เค้าหลับ
อืม.... คุยอะไรดีล่ะ.....
ผมใจชื้นขึ้นอีกนิดหน่อย เมื่อยูยะพูดตอบผม
เอางี้.... ยูยะรักผมตั้งแต่เมื่อไร รักผมมากไหม?
ใคร? ใครเค้ารักนายกัน หลงตัวเองจริง ๆ 5 5 5
อะไรกัน!!? ไม่ได้รักเราหรอกเหรอ? อุตส่าห์แอบรักยูจังมาตั้งนาน
ผมแกล้งทำเสียงน้อยใจ
ไม่เอาสิ!! ยูจังอย่าแกล้งผม ตอบดี ๆ นะ
อืม... จำไม่ได้อะ เพราะรักมานานมากแล้ว ลืม.... 5 5 5
ผมย่นจมูก ควรจะดีใจกับคำตอบแบบนี้ไหมเนี่ย!!
แล้วรักมากไหม?
ผมพยายามท้วงคำถามต่อไป ยูยะเงยหน้าขึ้นจากหลังผมเล็กน้อย ก่อนซบลงไปใหม่ ใกล้จะถึงแล้ว ผมได้ยินเสียงทะเลอยู่ไม่ไกล แม้ทางข้างหน้ายังมืดสนิท
ไม่มากหรอก....
ได้ไงอะ? ผมไม่ยอม ผมยังรักยูจังที่สุดในโลกเลยนะ รักยิ่งกว่าชีวิตตัวเองอีก
ยูยะหัวเราะกับความขี้น้อยใจของผม ก่อนจะเอามือเล็ก ๆ เขกหัวผมดังโป๊ก!!
ฟังให้จบก่อนสิ. ที่บอกว่าไม่มาก เพราะเราไม่มีของจะเปรียบเทียบต่างหาก ก็เรารักนตตี้อย่างเดียวนี่....
ผมค่อย ๆ วางเค้าลง แต่ก็ยังประคองร่างเล็กอยู่ ยูยะกวาดตามองทะเลช้า ๆ เห็นเพียงคลื่นซัดสาดและหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงบนทะเล พื้นทรายที่เรายืนอยู่ก็เกือบจะเต็มไปด้วยหิมะ
สวยจังเลยนะ แม้จะไม่มีพระอาทิตย์.....
ไม่หรอก อีกไม่นาน..... พระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้วล่ะ รออีกแปบนะ.... ผมก้มมองดูนาฬิกา ตอนนี้ตีห้ากว่า ๆ พระอาทิตย์น่าจะขึ้นประมาณ 6 โมงเช้า หิมะอย่างโปรยปรายไม่ขาดสายแต่ก็ซาลงไปบ้างแล้ว ตกเป็นเพียงปุยขาวเบานุ่ม ราวกับขนนก ผมจับมือยูยะแน่น เค้าหันมายิ้มให้ผม แต่แล้วเค้าก็ไออย่างหนัก
แค่ก...แค่ก!!
ยูยะ!!! เป็นอะไรหรือป่าว? ผมตกใจมาก ยูยะเอามือปิดปากตัวเอง ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาดู
เลือด~ !!!
ผมเบิกตากว้าง ยูยะไอออกมาเป็นเลือด ผมสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผมควรจะพาเค้ากลับไปที่โรงพยาบาล...
ยูยะ!! ผมจะพาคุณกลับโรงพยาบาล. รออยู่ตรงนี้นะ ผมจะไปโทรศัพท์เรียกคนมารับ
ร่างเล็กไม่ตอบผม ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ ราวกับเค้าเองก็ตกใจเหมือนกัน ผมเดินหันหลังกลับ กำลังจะก้าวขาเดินไปที่ตู้โทรศัพท์
นต...ตี้....อย่า....ไป....
ผมได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบา ผมจึงหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง และแล้วผมก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อร่างเล็ก ๆ ของคนรักของผม ค่อย ๆ ล้มลง
ยูยะ!!!!
ผมรีบวิ่งเข้าไปรับร่างของเค้า ร่างเล็กไอหนัก แล้วก็มีเลือดไหลออกมาตกมุมริมฝีปากซีดเซียว....
ยูยะ!!! ยูยะ!! เป็นอะไร? อดทนไว้ อดทนไว้...ได้โปรด.... ผมพยายามตบหน้าเค้าเบา ๆ ตาเล็กปรือใกล้ปิดเต็มที่ น้ำตาไหลหยดเล็ก ๆ ไหลลงมาตามแก้มนิ่ม
เราง่วง....เหลือเกิน....
อยู่กับผมนะ.... อยู่กับผม!! อย่าทิ้งผมไป!!! น้ำตาของผมไหลออกมาราวกับทำนบแตก หัวใจของผมใกล้แตกสลายเต็มทีแล้ว อย่าพรากเอาหัวใจของผมไปเลย พระเจ้า.....
อย่าร้องไห้.... เราอยากให้นตตี้มีความสุข.... เราไม่เสียใจที่เราจะตายไป ช่วงเวลาที่ผ่านมานตตี้ทำให้เรามีความสุขมาก มีความสุขที่สุดในชีวิต ขอบคุณ..... ที่ทำให้เราได้พบกัน....
ตอนนี้หิมะหยุดแล้ว เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับทะเลเริ่มมีแสงสีแดงเรืองรองให้เห็น พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ผมได้แต่สะอื้นไห้อยู่ในลำคอ แสงสีทองค่อย ๆ ฉาบบนใบหน้างดงามของยูจังที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของผม ผมมองหน้าเค้าแล้วก็พยายามยิ้มให้เค้า ขณะที่เปลือกตาเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปิดลง.....
อุ่นจัง..... ยูยะเอ่ย และซุกหาอ้อมกอดของผมเข้ามาอีก ซึ่งผมก็พยายามกอดเค้าให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้.....
ผมรักคุณ..... ผมกระซิบแผ่วเบาลาเค้าเป็นประโยคสุดท้าย แนบหน้าลงบนกลุ่มผมสีดำสนิท พร้อมน้ำตาที่ไหลหยดเป็นทาง
ขอบคุณนะ.....
ร่างเล็กที่นอนหลับตาเปล่งเสียงตอบผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างเล็กจะหลับใหลสู่ห้วงนิทราไปตลอดกาล
.......................
.....................................
ภาพตรงหน้าที่พร่ามัวราวกับโลกกลายเป็นกระจกฝ้า ก็คือแสงแดดแรกของพระอาทิตย์ของวันใหม่..... น้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด เสียงสะอื้นไห้ของผมที่แข่งกับเสียงคลื่นซัดสาด ผมยังคงโอบกอดร่างเล็กที่หลับใหลในอ้อมกอดของผม ท่ามกลางเกล็ดหิมะสีขาวที่ค่อย ๆ ละลายระเหยกลายเป็นไอ รอวัฏจักรที่มันจะกลับมาเป็นหิมะอีกครั้ง......
The final.
งานศพของยูยะถูกจัดขึ้นอย่างเศร้าสร้อย ท้องฟ้ามื้ดครึ้มตั้งแต่เช้า เหมือนจิตใจของผม ตอนนี้ที่มืดครึ้ม เป็นสีดำสนิท เพราะดวงอาทิตย์ที่คอยส่องแสงและให้อบอุ่นแก่ผม ไม่มีอีกแล้ว...... ยูยะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมยืนอยู่หน้าหลุมศพ ที่เค้ากำลังจะวางร่างอันไร้วิญญาณของคนที่ผมรักลงไป หน้าสวยนิ่งสงบเหมือนคนนอนหลับจนผมไม่อยากจะเชื่อว่าเค้าตายไปแล้วจริง ๆ
ผมยื่นมืออันสั่นเทาไปสัมผัสใบหน้ามนสวย ก่อนก้มลงแนบริมฝีปากอันเย็นชืดเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความตกใจของแขกเหรื่อนับร้อยกว่าคน ผมเห็นด้วยหางตาว่าพ่อของยูยะกันคนงานไม่ให้มาลากผมออกไป เค้าปล่อยให้ผมแสดงความรู้สึกที่มีต่อยูยะเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีวันลบเลือนไป แม้ว่าชีวิตของผมจะหาไม่แล้วก็ตาม ผมละริมฝีปากออก ก้มลงกระซิบกับร่างที่ไร้วิญาณของยูยะเบา ๆ
รักเธอตลอดไป......
เสียง.... แม้จะเป็นเพียงกระซิบ แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณเพราะความเงียบ ทุกคนยืนฟังคำนั้นอย่างเศร้า ๆ เมื่อผมพูดจบ ก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกแล้ว ผมทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น กอดร่างยูยะไว้แน่น น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เมฆฝนที่ก่อตัวมาตั้งแต่เช้า กลั้นตัวกลายเป็นสายฝนตกลงมา ปะปนกับน้ำตาของผมไหลไปตามไรผมและแนวคาง ความเย็นของมันตกลงกระทบไหล่ผมเบา ๆ ราวกับจะช่วยปลอบประโลมให้คลายเศร้า
ผมเริ่มตะโกนอย่างบ้าคลั่งแข่งกับเสียงคะนองของท้องฟ้า พ่อของผมบอกให้คนงานเข้าไปลากตัวผมออกมา ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถประกอบพิธีต่อไปได้ ผมได้แต่ดิ้นรน ยังคงกอดร่างของยูยะไว้อย่างนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ยังไงผมก็โดนลากออกมาได้อยู่ดี ผมได้แต่ตะโกนเรียกชื่อของเค้าอย่างคนควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ แม้ว่าคนตัวเล็กจะไม่มีวันได้ยินอีกแล้วก็ตาม ร่างของยูยะค่อย ๆ ถูกวางลงในหลุมและเศษดินที่ค่อย ๆ ทับถมมากขึ้น ๆ
ในที่สุด.......
ผมก็ไม่เห็นร่างของเค้าอีกต่อไป.....
ยูยะได้นอนหลับใหลอยู่ใต้ทุ่งดอกทานตะวันที่เค้าชอบและสถิตอยู่ในหัวใจของผมตลอดกาล.......
..
..
ความคิดของผมหยุดลง เมื่อแก้วเบียร์แก้วสุดท้ายหมดลงเช่นกัน ปลายลิ้นรับรู้รสชาติข่มฝืดอยู่ในคอ เหมือนกับรสชาติของน้ำทะเลจากจูบแรกในครานั้นที่ยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก ผมเดินออกมาจากบาร์แห่งนั้น ทิ้งโลกแห่งความสับสันวุ่นวายไว้เบื้องหลัง..... บรรยากาศบนท้องถนนในยามดึก เงียบสงบไร้ผู้คน ทำให้ผมอยากจะขับรถกินลมไปเรื่อย ๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับสายลมเย็น ๆ ในฤดูร้อนที่พัดผ่านผิวของผมเหมือนกับความนุ่มเย็นของผิวยูยะ......
.
.
ตลอดเวลา.....
ผมนึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ทำไมผมยังจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับยูยะได้อีกนะ? ผมไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะลืมเรื่องราวของเค้า เพียงแต่ผมคิดว่า อย่างน้อยมันคงจะเลือนรางและจางหายไปบ้างสิ!!! แต่มันกลับตรงกันข้าม ในความคิด ยูยะของผมยังคงสดใสงดงามบริสุทธิ์ราวกับเค้ายังอยู่ข้างผมตลอดเวลา มันยังชัดเจนและแจ่มแจ้ง ไออุ่น เส้นผม ผิวกาย หรือแม้แต่เสียงเต้นของหัวใจ ผมขับรถมาเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว จนออกมานอกเขตโตเกียว มายัง...... สถานที่คุ้นเคยแห่งหนึ่ง หรือว่าหัวใจของผมมันเรียกร้องกันนะ?
.........................
.....................................
ผมจอดรถ เดินลงไปยังชายหาดที่คุ้นเคย ทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง ทะเลที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ.... ผมมาที่นี่คนเดียว รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน จนต้องโอบกอดตัวเองไว้ เพราะสั่นสะท้านจากลมทะเล ผมเดินลุยลงไปในน้ำทะเลทั้งชุดสูท ทะเลตอนกลางคืน มีแต่ความมืดมิดแม้จะมีแสงดาวพร่างพรายนับล้านบนฟากฟ้าแต่ไม่สามารถทำให้ผมมองเห็นแสงสว่างใด ๆ ได้ ผมเดินลงไปเรื่อย ๆ อย่างคนไม่ได้สติ จนร่างของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงก้นบึ้งของแผ่นน้ำ ผมลืมตามองในน้ำมีแต่สีดำ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย มันทั้งมืดทั้งหนาวเป็นที่สุด ก่อนที่ผมจะตัดใจและหลับตาลงนั้น มีเสียงเรียกเบา ๆ จากที่ไหนสักแห่งในความมืดมืด เสียงที่ผมคุ้นเคย.....
นตตี้........
ผมเพ่งตามองหาในความมืดมิดทันที แต่แล้วพลันทั่วบริเวณก็สว่างสดใส ใบหน้าเรียวสวยที่คุ้นตา ปรากฎยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า
มารับนตตี้ใช่ไหม? ผมพูดในสติที่เลือนลางเต็มที
อืม..... ก็ไม่เชิงหรอก มารับเด็กดื้อ!!
เราจะได้อยู่ด้วยกันใช่ไหม? ผมถามด้วยความไม่แน่ใจ
อืม..... อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ!! ร่างเล็กพูดอย่างแจ่มใส ผมยิ้มตอบ ก่อนค่อย ๆ หลับตาลงอย่างวางใจ ยูยะโอบกอดผมไว้เหมือนเด็ก ในกระแสน้ำที่เย็นเยียบแบบนั้น ผมกลับรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข สติสัมปชัญญะที่ใกล้เลือนราง แสงสว่างจ้านั้นอ้อมล้อมร่างของผมไว้จนตาพร่ามัว.....
......................
.............................
ตอนนี้...........
ผมรู้สึกแปลกใจ?
ผมไม่ได้อยู่ในท้องทะเลที่มืดมิดอีกแล้ว ผมยืนอยู่กลางทุ่งดอกทานตะวันที่มีแสงอาทิตย์เจิดจ้า ยูยะยิ้มให้ผมจนตาปิด ทำให้ผมอดยิ้มตอบกลับไปไม่ได้....
แล้วเราทั้งสองคนจับมือกันไว้แน่นพร้อมกับจูบกันภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส...........
The End..
.
.
Writer 's Corner
ในที่สุดก็จบแล้วเฟ้ย!! ดีใจ 5 5 5 หลายคนเดาผิดนะ ตายทั้งคู่หวะ สะจายยยยย.... (คนเขียนซาดิสต์) ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะยาวขนาดนี้ ตอนแรกตั้งใจ สามตอนจบ อันนี้ก็แต่งแบบใส่รายละเอียดน้อยมาก ที่จริงแล้วอยากใส่รายละเอียดตอนที่น้องยูยะอยู่โรงพยาบาลเยอะ ๆ แต่ก็กลัวว่ามันจะยาวเกินไป แค่นี้คนแต่งเองก็แต่งไปร้องไห้ไป เพราะฟังเพลง Hitomi Wo tojite ของ ป๋าเคน ฮิราอิไปด้วย ได้อารมณ์โคตร ถ้าใครอยากอ่านฟิกเรื่องนี้ให้เศร้าคูณสอง กรุณาเปิดเพลงนี้ฟังไปด้วย 5 5 5
แรงบันดาลใจจาก เรื่อง Sekai no naka de Ai wo sakebu หรือ อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก นั้นเอง... ไปหาอ่านนวนิยาย หรือว่าจะเป็นหนังก็ได้นะคับ ประทับใจ!!