ผมเองเพิ่งได้มีโอกาสไปดูรักแห่งสยามเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
โดยพื้นฐานเป็นคนไม่ชอบดูหนังที่โรงหนังถ้าไม่ใช่เรื่องที่อยากดูสุดใจขาดดิ้น
เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการดูหนังที่โรงหนังเยอะมาก
อธิบายได้ไม่หมดกับความไร้มารยาทของคนสมัยนี้
ที่คิดว่าโรงหนังเป็นห้องนั่งเล่นที่บ้านเมิงเหรอ? แล้วก็ได้เรื่องจนได้....
.
.
ตั้งแต่เริ่มแรก ไม่คิดจะไปดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะเข้าใจจากการโปรโมตว่า
เป็นหนังรักวัยรุ่นธรรมดา ตามแบบฉบับของผู้กำกับสายแฟนฉัน แต่พอหนังเริ่มเฉยไปได้สอง-สามวัน
ก็เริ่มได้ยินกระแสว่ามันไม่ใช่หนังรักธรรมดา เพราะมันเป็นหนังรักแนวชาย-ชาย
ความอยากไปดูเริ่มเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็อย่างว่านี้แหละ ผมเป็นโรคโรงหนังโฟเบีย(?)
เจ็บจำฝังใจ... และไม่ใช่เป็นคนที่ดูหนังเพียงเพราะมัน Y (หนังเกย์บางเรื่องผมก็ไม่ดูนะ)
.
.
เริ่มเข้ามาทำการบ้าน เช็คกระแสหนังในอินเตอร์เนต ซึ่งก็มีคนบอกว่า "มันเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง"
ความอยากท้าพิสูจน์เลยเกิดขึ้น ก็เลยโอเค ดูก็ดูวะ!! แล้วก็พบว่าไม่น่าผิดหวัง
แถมยังเกินความคาดหมายอีกต่างหาก...
.
.
ณ จุดนี้ สปอยล์โดนนิดหน่อย...
ผมแบ่งเนื้อเรื่องเป็น 4 องค์
องค์แรก คือแบคกรานด์ของตัวละคร ปูเรื่องถึงความสัมพันธ์ในวัยเด็ก พื้นฐานความคิด การเลี้ยงดู รวมถึงจุดพลิกผันของครอบครัวของแต่ละคน ซึ่งก็ล้วนแต่ส่งผลทำให้แต่ละคนปมปัญหาที่ต่างกันออกไป
มิว-เด็กชายที่ต้องอยู่คนเดียว เพราะอาม่าที่มิวรักก็มาตายจากไป
โต้ง-ลูกชายคนสุดท้องของบ้าน แต่พี่สาวก็มาหายสาปสูญไป ทำให้ครอบครัวจมอยู่กับความเศร้า พ่อติดเหล้า แม่ต้องทำตัวเป็นเสาหลักของบ้าน ทำให้ต้องเสแสร้งทำตัวเข้มแข็งกลายเป็นคนเย็นชา
ทั้งสองคนกลับรู้สึกถึงความเหงาภายในจิตใจ คนหนึ่งเหงาเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีใคร กับอีกคนที่มีครอบครัวพร้อมหน้าแต่กลับมีแต่ความห่างเหิน
องค์ที่ 2 ทั้งสองคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง กลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ ระหว่างนั้นก็มีปัญหาของครอบครัว เพื่อน การทำความฝันเรื่องทำวงดนตรี และความรักป็อปปี้เลิฟกับเพศตรงข้าม
องค์ที่ 3 พอเริ่มรู้ว่ารักกัน ก็ดันโดนคนรอบข้างคัดค้าน จนเกิดความรู้สึกสับสนและปิดกั้นตัวเอง จนถึงจุดที่ต้องคลี่ปมปัญหา และปัญหาในด้านอื่น ๆ ก็เริ่มคลี่คลายด้วยเหมือนกัน
องค์ที่ 4 อาจจะไม่เรียกว่าองค์ แต่มันเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ตัวละครและเหตุการณ์เชื่อมต่อกันได้ทั้งเรื่อง นั้นก็คือ ภาคของตัวละครที่ชื่อ "จูน"
.
.
ผมคิดว่า มันคือ หนังรักอีกรูปแบบหนึ่ง ในความรู้สึกผม ความรักระหว่างมิวกับโต้ง ไม่ใช่ส่วนสำคัญมันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของเนื้อเรื่องว่า ในช่วงชีวิตของวัยรุ่นปัญหามันไม่ได้มีแค่เรื่องความรัก
มันยังมีเรื่องอื่นอีกมากมายทั้งเพื่อน งานอดิเรก ครอบครัว ความฝัน ซึ่งถ้าเราเกิดเสียศูนย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมามันก็จะส่งผลถึงเรื่องอื่น ๆ เรียกได้ว่า Whole life
และหนังก็ไม่ได้สื่อถึงความรักรูปแบบเดียว ที่ใครหลายคนเอามาใส่ใจว่ามันเป็นความรักระหว่างเกย์มันมีความรักระหว่างครอบครัว พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ความรักของเพื่อน ทั้งมิตรภาพลูกผู้ชาย และมิตรภาพต่างเพศ ระหว่างเพื่อนชายและเพื่อนหญิงแม้แต่ความรักของคนแปลกหน้า อย่างจูน
หนังปูพื้นมาดีพอสมควรว่าทำไมทั้งสองคนถึงตกหลุมรักซึ่งกันและกัน เราจะเห็นว่าความสัมพันธ์มันก่อกำเนิดอย่างช้า ๆ โต้งกับมิวไม่ได้ตกหลุมรักกันปุบปับ ตอนแรกผมไม่คิดว่าทั้งสองคนรักกันด้วยซ้ำ มันคงเป็นแค่ความรู้สึกดี ๆ ปนกับความเหงา และฮอร์โมนของวัยหนุ่ม
หนังก็พูดถึงความรักแบบสามัญตามแบบธรรมชาติ คือ โต้งมีแฟนเป็นผ้หญิง คือ โดนัท แต่ไอ้ความรักแบบปกตินั้น มันไม่สามารถเติมเต็มใจของโต้งได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางครั้งคนที่รัก อาจจะเป็นเพียงคนที่เราคิดว่าควรจะรักก็ได้ เหมือนที่เพื่อนของโต้งบอกว่า
"ทำไมแก ไม่ดูแลโดนัทเค้าเลยวะ เค้าอะสวยเลือกได้ แล้วเค้าก็เลือกแกนะเว้ย"
มันวัดจากความรู้สึกของเพื่อนคนรอบข้าง โดนัทเป็นเพียงสิ่งที่คนในสังคมเห็นว่าควรคู่และถูกต้องหรือเปล่า?
.
.
(เครดิตรูป จากบอร์ดพันทิพย์ ขอบคุณคร๊าบบบ)
.
.
รู้สึกคอมเม้นท์ได้เครียดไปหน่อย เพราะถ้าดูหนังเรื่องนี้ดี ๆ ก็มีอะไรเก็บให้ไปคิดเยอะ ฮ่า...
แต่ผมฮาพี่หนูนาพี่ผมมาก ๆ ตอนที่ไอ้โต้งมันวิตกจริต "เราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร" แม่ง...อยากจะตะโกนให้โรงมันแตก
ว่า "เมิงเป็นเกย์!!!!!!" กร๊ากกกกกกกกกกกกกก.....
.
.
และแล้วก็มาถึงเรื่องเกรียน แบบว่าเซ็งมาก คือ ตอนเดินเข้าไปในโรงก็ทำใจไว้แล้วล่ะ ว่าจะต้องเจอ เพราะผมไปดูที่โรงหนังชื่อดังแถบรอบนอกแห่งหนึ่ง ซึ่งมันใกล้บ้านไง แต่ปกติจะดูที่สยาม แต่พอดีขี้เกียจจริง ๆ และบอกไปแล้วว่า ไม่ได้คาดหวังกับหนังเรื่องนี้เท่าไร
เดินเข้าโรงไปก็เห็นแล้วละ มีแต่คู่รักชายหญิงมาดู และที่ร้ายกว่านั้นคือมีครอบครัว ๆ หลายครอบครัวที่พาเด็กอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบมาดูหนัง ผมได้ที่นั่งแถวเอฟ แนะ คิดดูดิ ว่าคนเยอะโคตรเกือบเต็มโรง แค่เห็นก็ถอนหายใจว่าพวกคุณ ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...
คงจะเข้าใจผิดกันมิใช่น้อย...
แล้วอีเด็ก แม่งก็ส่งเสียง นั้นช้าง ม้า วัว ควาย เห็นอะไรในนหนังก็ตื่นตูม มีบ่นจะกินขนม ซึ่งเสียงดังมาก คนกำลังดูหนัง ขัดจิต จนอยากจะตืบเด็กตายอยู่เหมือนกัน แต่คาดว่าครอบครัวนั้น คงได้รับบาปกรรมแล้ว เพราะหลังจากที่มีฉากกอด และฉาก... เด็กก็เงียบเสียงไป และกระผมก็ได้อวยพรให้เด็กคนไหนเติบโตมาในทางนั้นไปแล้ว ฮ่า.... สมน้ำหน้า ทำไมไม่พาไปดู BEE Movie ไรเงี้ยวะ... สันขวาน ด้ามจับ มอไซค์
.
.
แล้วพอฉากจูบปุบ ไอ้เกรียนที่คาดว่าโดนหลอกมาดู (อีกราย) มันก็ตะโกนขึ้นมาว่า"อยากอ้วกวะ นี้มันรักเกย์แห่งสยามแล้ว!!!!" โคตรอยากเขวี้ยงกะละมังป็อบคอร์นพร้อมกระติกแปบซี่ใส่มัน คือ เมิงไม่ชอบก็เดินออกไปสิ ไม่อยากดูก็เดินออกไปสิ หรือถ้าเสียดายตังค์ก็ไปด่าคนขายนู่น หรือไม่ก็ด่าเพื่อน แฟนเมิงที่เสือกโง่ชวนเมิงมาดูเอง พวกกูเป็นแค่คนมาดูหนัง อยากได้ความสงบ เมิงด่าไป มันจะได้อะไรขึ้นมา ผู้กำกับ เสี่ยเจียงเค้ายืนอยู่ตรงนั้นไหม?
.
.
เกรียนจริง ๆ หนังแต่ละเรื่องมันมีมุมมอง สอดแทรกสิ่งดี ๆ อยู่ในตัวของมันเอง หน้าที่ของหนังไม่ใช่เพียงแค่ให้ความบันเทิง แต่ต้องให้"อะไร"กับคนดูด้วย
มันขึ้นอยู่กับคนดูต่างหากว่าจะเลือกมองมุมไหน และเก็บตรงส่วนไหนมาคิด
ถ้ามาดูหนังเพื่อความบันเทิงแก้เซ็งหรือเพราะไม่อยากคิดอะไร ก็นอนอยู่บ้านเหอะ....
With LOVE
KO^___^